วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การบูรณาการสุขศึกษา

วิธีการทำสมาธิ
      เริ่มด้วย...นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย ถ้าไม่ถนัดจะนั่งเก้าอี้ก้ได้ จานั้น เอานิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย หลับตาเบา ๆ พอสบาย ๆ แค่ขนตาชนกัน  ..อย่าบีบเปลือกตา  ..อย่ากดลูกนัยน์ตา
      ..ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะค่อย ๆ ไล่ลงไปจนถึงปลายนิ้วเท้า  ..ผ่อนคลายให้หมด นั่งหน้ายิ้ม ๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น สะอาดบริสุทธิ์ ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคน   สัตว์ หรือสิ่งของ แล้วค่อย ๆ หย่อนใจของเราเบา ๆ เหมือนขนนกที่ค่อย ๆ หย่อนตัวลงไป
สัมผัสผิวน้ำ  โดยไม่ทำให้น้ำกระเพื่อม  ..หย่อนใจไปหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือกว่าสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ
      แล้วนึกถึงดวงแก้วกลมใส หรือองค์พระใส ๆ ..นึกธรรมดาสบาย ๆ คล้ายกับนึกถึงสิ่งที่คุ้นเคย ด้วยใจที่เยือกเย็นนึกเล่น ๆ เพลิน ๆ สบาย ๆ ให้ต่อเนื่องกัน เพื่อดึงใจของเราอย่างต่อเนื่องหลุดพ้นจากความคิดสับสนวุ่นวาย
      ถ้าใจยังชัดส่ายอยู่ ให้ภาวนาในใจเบา ๆ ว่า " สัมมาอะระหัง ๆ ๆ " ให้ดังออกมาจากกลางท้องของเราอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งไม่อยากภาวนา ก้ไม่ต้องภาวนาอีก
      แม้ในขณะเลิกนั่งสมาธิแล้ว ก็ให้นึกถึงดวงแก้ว หรือ องค์พระนี้บ่อย ๆ ในทุกอริยาบท ในทุกกิจกรรม
นั่ง นอน ยืน เดิน เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า  แปรงฟัน อาบน้ำ รับประทานอาหาร แต่งตัว ขับรถ นึกธรรมดา ๆ
แต่นึกบ่อย ๆ เพื่อให้ใจคุ้นเคยกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ไม่ช้าใจก็จะหยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์แล้วจะมีดวงใส ๆ บริสุทธ์ปรากฏขึ้นมา พร้อมกับความสุขที่ยิ่งใหญ่
      ฝึกต่อไปให้ชำนาญ ก็จะเห็นดวงนั้นชัดเจนสว่างอยู่ในกลางท้องของเราทั้งหลับตา ลืมตา เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย นึกให้เห็ดชัดตลอดเวลาในทุกอริยาบท
   
  ประโยชน์ของการทำสมาธิ

       ผลแห่งสมาธิ จะทำให้ชิวิตดำรงอยู่บนเส้นทางแห่งความสุข ความสำเร็จ และความไม่ประมาทได้ตลอดไป ทั้งยังจะทำให้สมาธิละเอียดอ่อนก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งเข้าถึงธรรมกายบุญจากการทำสมาธิภาวนาที่เราสั่งสมไว้ในชาตินี้ จะส่งผลให้บรรลุธรรมได้โดยง่ายในชาติเบื้องหน้า และก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งจะทำให้เป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม

   แหล่งอ้างอิง
ชีวิตออกแบบได้ ._ _ กรุงเทพฯ : มูลนิธิธรรมกาย, 2550.
      

      
 

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การบูรณาการสาระวิชา การงานอาชีพและเทคโนโลยี

            การใช้เทคโนโลยี
       กระบวนการเทคโนโลยีสามารถใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์เครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการดำรงชีวิตและแก้ปัญหาของมนุษย์อย่างเป็นระยะระบบโดยอาศัยทรัพยากรและความรู้ต่างๆ การทดสอบและประเมินผลชิ้นงานหรือวิธีการสร้างทำให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพตรงตามคาวมต้องการมากขึ้น นอกจากนี้ยัก่อให้เกิดการวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีและสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีใหม่ๆได้ ดังนั้น เทคโนโลยีจึงเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของมนุษย์การเลือกใช้เทคโนโลยีควรเหมาะสมกับปริมาณการผลิตคุณภาพของผลิตภัณฑ์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งการใช้เทคโนโลยีอาจเป็นการใช้เทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นเองหรือเป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว โดยจะเน้นไปที่คุณธรรมและจริยธรรมของการใช้เทคโนโลยี

         การเลือกใช้เทคโนโลยี
      พื้นฐานของเทคโนโลยีแต่ละท้องถิ่นหรือประเทศสร้างและพัฒนาขึ้นด้วยควารมรู้และทักษะของตนเพื่อการดำเนินชีวิต ซึ่งมีทั้งสร้างสรรค์และขัดแย้ง ดังนั้น การเลือกใช้เทคโนโลยีจึงต้องคำนึงถึงการตอบสนองความต้องการ ความปลอดภัย ความเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประเมินอย่างมีวิจาณญาณโดยใช้เกณฑ์ทางสังคมมาประกอบด้วย
      การบริโภคผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร การผลิตสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆด้วยเทคโนโลยีของท้องถิ่นไม่อาจตอบสนองความต้องการได้อย่างเพียงพอจำเป็นต้องแสวงหาจากแหล่องอื่นหรือต่างประเทศเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวอย่างไรก็ดี เทคโนโลยีแห่งหนึ่งอาจไม่เหมาะสมกับอีกแห่งหนึ่งก็ได้จึงต้องเลือกใช้อย่างระมัดระวัง


   แหล่งอ้างอิง http://kitikorn.site90.net

การบูรณาการสาระวิชา คณิตศาสตร์

1. ข้อมูลเชิงปริมาณ
      
      ข้อมูลที่แสดงปริมาณ หรือขนาดที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ในลักษณะมากกว่าหรือน้อยกว่าเป็นจำนวนเท่าไร ข้อมูลประเภทนี้มักเป็นข้อมูลที่แสดง ค่าเป็นตัวเลข เช่น จำนวนนักศึกษา ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อายูการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ อุณหภูมิ ของร่างกาย ของคนป่วยหลังจากการผ่าตัด
เป็นต้น

2. ชนิดของข้อมูลเชิงปริมาณ

      ชนิดของข้อมูลเชิงปริมาณ ( Quantitative Variable ) แบ่งข้อมูลเชิงปริมาณ ออกเป็น 2 ชนิด คือ
Counted ได้จากการนับ และ Measuerd ได้จากการ ชั่ง ตวง วัด

3. ตัวเลขที่ได้จากการนับ เป็นเลขจำนวนเต็ม ( Counted   Varible ) จะใช้สถิติ Non Parametric เช่น
chi Square เป็นเลขจำนวนเต็ม ( Discrete Varible ) % , Ratio , Proportion , table , Bar , Pic ,
Pictogram , Chi , Square , Fisher , Exact , test

4. ตัวเลขที่ได้จากการชั่งตวง มีค่าต่อเนื่อง ( Continuous ) มีทศนิยมได้หาค่า Means , Mode , Median , SD ใช้สถิติ Parametric เช่น T - test

5. ความสัมพันธ์ในเชิงข้อมูลปริมาณ เมื่อมีข้อมูลของตัวแปรสองตัวทีี่่วัดค่าเป็นตัวเลข ซึ่งเรียกว่า
ข้อมูลเชิงปริมาณ สิ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลนี้ ได้แก่

   -  ตัวแปรทั้งสองเกี่ยวข้องกันหรือไม่
   -  ระดับความสัมพันธ์ของตัวแปรมีมากน้อยเพียงใด
   -  ความสัมพันธ์ของตัวแปรอยู่ในรูปแบบใด
   -  จะคาดคะเนตัวแปรหนึ่งจากอีกตัวแปรได้หรือไม่


แหล่งอ้างอิง http://www.panyathai.or.th./
                 http://www.panyathai.or.th./

การบูรณาการสาระวิชาวิทยาศาสตร์

     สารและการเปลี่ยนแปลง

สาร
     สสาร (Matter) หมายถึงสิ่งที่มีมวลต้องการที่อยู่และสามารถสัมผัสได้โดยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น ดิน น้ำ อากาศ ฯลฯ ภายในสสารเป็นเนื้อของสสาร เรียกว่า สาร (Substance)

การเปลี่ยนแปลงสาร
    การเปลี่ยนแปลงสารแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ
   1.การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ(Physical Change) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของสารที่เกี่ยวกับสมบัติกายภาพ โดยไม่มีผลต่อองค์ประกอบภายในและไม่เกิดสารใหม่ เช่น การเปลี่ยนสถานะ,การละลายน้ำ
   2.การเปลี่ยนแปลงทางเคมี (Chemistry Change) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของสารที่เดกี่ยวกับสมบัติทางเคมี ซึ่งมีผลต่อองค์ประกอบภายในและจะมีสมบัติต่างไปจากเดิมนั่นคือ การเกิดสาร เช่น กรดเกลือ (HCI) ทำปฏิกิริยากับลวดแมกนีเซียม (My) แล้วเกิดสารใหม่ คือ ก๊าซไฮโดรเจน (H2)

แหล่งอ้างอิง  http://blog.eduzones.com/offy/3861

    

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การทดลองทับดอกไม้สดให้แห้ง ครั้งที่ 2

                                             การทดลองครั้งที่ 2
           อุปกรณ์
    1. ดอกกุหลาบ
    2. ดอกเยอรบีร่า
    3. ดอกมัมสีขาว
    4. กระดาษทิชชู
    5. กระดาษ A4
    6. สมุดโทรศัพท์
    7. กรรไกร
    8. กระดาษแข็ง

          ขั้นตอนการปฎิบัติ
    1. ตัดกระดาษแข็งให้พอดีกับสมุดโทรศัพท์
    2. นำดอกเยอรบีร่า ดอกมัมสีขาววางทั้งดอก อย่าให้ดอกทับซ้อนกัน
    3. วางกระดาษทิชชูทับลงไป ตามด้วยกระดาษแข็ง ทำหลายๆชั้นจนดอกไม้หมด แล้วหาของหนักมาทับไว้
    4. วางที่อากาศถ่ายเทและแห้ง เปิดออกดู 2-3 วัน/ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน
    5. นำกลีบดอกกุหลาบและใบวางเรียงกันบนกระดาษ A4 ห่างกันพอสมควร
    6. เมื่อเต็มแล้วใช้กระดาษ A4 อีกแผ่นวางซ้อนทับ

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การทดลองทับดอกไม้สดให้แห้ง ครั้งที่ 1



อุปกรณ์

1. ดอกเบญมาศ
2. ดอกกล้วยไม้
3. กระเบื้อง
4. หนังสือโทรศัพท์
5. กรรไกร
6. กระดาษ A 4

ขั้นตอนวิธีการทับดอกไม้สดให้แห้ง











  ขั้นตอนการปฏิบัติงาน

1. นำดอกกล้วยไม้มาตัดเอากระเปาะออก แล้วเรียงบนกระดาษ A4 เว้นระยะห่างพอสมควร เพื่อไม่ให้ดอกติดกัน
2. นำกระดาษอีกแผ่นมาทับ แล้วใช้กระดาษทิชชูพับประมาณ 3-4 แผ่น วางทาบ
3. แล้วสอดไว้ในกระเบื้อง สังเกตการเปลี่ยนแปลงของดอกไม้ 2-3 วันต่อครั้ง ประมาณ 10 วัน บันทึกผลการทดลอง
4. นำดอกเบญจมาศมาเด็ดกลีบเรียงบนกระดาษ เล้นระยะห่างพอสมควร ปิดกระดาษอีกแผ่น แล้วสอดไว้ในสมุดโทรศัพท์
5. สังเกตการเปลี่ยนแปลงของดอกไม้ 2-3 วันต่อครั้ง ประมาณ 10 วัน บันทึกผลการทดลอง



อุปสรรค์ในการดำเนินงาน

1. เตรียมอุปกรณ์มาไม่ครบ
2. ขั้นตอนการทำผิดพลาดไม่ตรงตามที่กำหนด
3. ทำงานไม่เป็นขั้นตอนจึงทำให้เกิดความวุ่นวาย
4. แบ่งการทำงานไม่ถูกต้อง

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หลักการพูด

           การพูด
     การพูดเป็นกิริยาของคนโดยใช้ปากและกล่องเสียงเพื่อเปร่งเสีงออกมา เพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคลโดยอาศัยภาษาเป็นตัวสื่อความหมายของสิ่งที่พูด การพูดเป็นความสามารถเฉพาะของมนุษย์ แต่ก็มีสัตว์บางประเภทสามารถเลียนแบบเสียงพูดของมนุษย์ได้ เช่น นกแก้ว ผู้ที่พูดไม่ได้เรียกว่าเป็นใบ้

           องค์ประกอบของการพูด
     องค์ประกอบของการพูดมี 3 ประการดังนี้

 1. ผู้พูด
     ผู้พูดเป็นผู้ที่จะต้องถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดเห็น ความรู้สึก ตลอดจนทัศนคติของตนสู่ผู้ฟังโดยการใช้ภาษา เสียง อากับกิริยา และบุคลิกภาพของตนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้พูดจะต้องคำนึงถึงมารยาทและคุณธรรมในการพูดด้วย
    สิ่งสำคัญที่ผู้พูดจะต้องยึดไว้เป็นแนวปฎิบัติคือ ผู้พูดจะต้องรู้จักสะสมความรู้ ความคิดและประสบการณ์ที่มีคุณค่า มีประโยชน์ แล้วรวบรวม เรียบเรียงความรู้ ความคิดเห็นเหล่านี้ให้เป็นระเบียบ เพื่อที่จะให่ถ่ายทอดให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย แจ่มแจ้ง
   การสะสมความรู้ ความคิดและประสบการณ์ ผู้พูดสามารถทำได้หลายอย่าง ผู้พูดจะต้องมีมีทักษะในการพูด การคิด และการฟัง และมีความสนใจที่จะพัฒนาบุคลิกภาพอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้ผู้พูดเกิดความมั่นใจในตนเอง

2. สาระหรือเรื่องราวที่พูด
  คือเนื้อหาสาระที่พูดออกไป ซึ่งผู้พูดจะต้องคำนึงอยู่เสมอว่า สาระที่ตนพูดนั้นจะต้องมีประโยชน์ต่อผู้ฟัง อีกทั้งควรเป็นเรื่องที่ทันสมัยใหม่ เนื้อหาจะต้องมีความชัดเจน ผู้พูดจะต้องขยายความคือ ความรูที่นำเสนอต่อผู้ฟังให้มีความกระจ่าง ซึ่งอาจขยายความด้วยการยกตัวอย่างแสดง
       การเตรียมเนื้อหาในการพูดนั้นมีขั้นตอนดังนี้
    1. การเลือกหัวข้อเรื่อง ถ้าผู้พูดมีโอกาสเลือกเรื่องที่จะพูดเอง ควรยึดหลักที่ว่าต้องเหมาะสมกับ
ผู้พูด คือเป็นเรื่องที่ผูพูดมีความรู้ในเรื่องนั้น และเหมาะสมกับผู้ฟังเป็นเรื่องที่ผู้ฟังมีความสนใจ
   2. การกำหนดจุดมุ่งหมายและขอบเขตเรื่องที่จะพูด ผู้พูดจะต้องกำหนดจุดมุ่งหมายแต่ละครั้งให้ชัดเจนว่า ต้องการให้ความรู้โน้มน้าวใจ เพื่อการบันเทิงเพื่อให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย นอกจากนี้
ผู้พูดจะต้องกำหนดขอบเขตเรื่องที่จะพูดด้วยว่าจะคลอบคลุมเนื้อหาลึกซึ้งเพียงใด
  3. การค้นคว้าและรวบรวมความรู้ ผู้พูดจะต้องประมวลความรู้ ความคิดทั้งหมดไว้แล้วแยกแยะให้ได้ว่าอะไรคือความคิดหลักอะไรคือความคิดรอง
 4. การจัดระเบียบเรื่อง คือ การวางโครงเรื่อง การจัดเนื้อหาจะแบ่งเป็น 3 ตอน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และการสรุป 

3. ผู้ฟัง
   ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสัมพันธ์กัน โดยผู้พูดต้องเร้าความสนใจผู้ฟังโดยการใช้ภาษา  เสียงกิริยาท่าทางระหว่างบุคลิกภาพของตนในขณะเดียวกันผู้ฟังก็มีส่วนช่วยในการพูดของผู้พูดบรรลุจุดหมายได้โดยการตั้งใจฟัง และคิดตามอย่างมีเหตุผล

จุดมุ่งหมายของการพูด
    โดยทั่วไปแล้ว การพูดมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ
1. การพูดเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ
2. การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ
3. การพูดเพื่อการบันเทิง

หลักการพูดที่ดี
    ผู้พูดต้องการสื่อความเข้าใจกับผู้ฟังให้เกิดความสำเร็จในการส่งสารได้ดีนั้นต้องคำนึงถึงหลักการพูดคือ
    การอ่านออกเสียงให้ถุกต้องตามหลักภาษา

หลักการพูดที่ดีต้องคำนึง
    1. การใช้ภาษา  ต้องเลือกใช้ถ้อยคำให้เข้าใจและเหมาะสม
    2. ผู้พูดและผู้ฟังต้องมีจุดมุ่งหมายตรงกัน
    3. ออกเสียงพูดให้ชัดเจน
    4. สีหน้า ท่าทาง ยิ้มแย้มแจ่มใส
    5. ท่าทางในการยืนควรสง่า  การใช้ท่าทางประกอบการพูด
    6. ไม่ควรพูดเรื่องเชื้อชาติ สาสนา การเมือง โดยไม่จำเป็น และไม่ควรพูดแต่เรื่องตัวเอง
    7. ไม่พูดหยาบคาย  นินทาผู้อื่นไม่พูดแซงผู้อื่นพูดอยู่และไม่ชี้หน้าคู่สนทนา

มารยาทในการพูด
    1. พูดด้วยวาจาสุภาพ แสดงหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
    2. ไม่พูดอวดตนข่มผู้อื่น ยอมรับความคิดผู้อื่นเป็นสำคัญ
    3. ไม่กล่าววาจาเสียดแซง ก้าวร้าวหรือพูดขัดคอ ใช้วิธีสุภาพเมื่อแสดงความคิดเห็น
    4. รักษาอารมณ์ ในขณะพูดให้ปกติ
    5. หากพูดในขณะผู้อื่นยังฟังไม่จบ ควรกล่าวขอโทษ
    6. ไม่พูดกันข้ามศีรษะผู้อื่น

แหล่งอ้างอิง http:// bhumibol.panyathai.or.th